ปัญหาหนี้สินชาวนาไทย ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะ เรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในขณะที่องค์ความรู้ทางวิชาการยังศึกษาแบบแยกส่วน ขาดการวิเคราะห์แบบมีพลวัตทำให้ไม่เห็นรากเหง้าของปัญหา ที่ผ่านมาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้
งานศึกษาวิจัยของสุเทพ แสนมงคล ได้ศึกษาปรากฏการณ์ในชุมชนบ้านดง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสถานการณ์ปัญหาหนี้สินรุนแรง1 จากการศึกษาทำให้ค้นพบประเด็นที่สำคัญ คือ
การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตแบบยังชีพ สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้ระบบทุนนิยม โดยรูปแบบระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ที่ชาวนารวยเป็นผู้อุปถัมภ์ ใช้แรงงานของชาวนาจนเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน โดยชาวนารวยเป็นผู้เข้าถึงการตลาด ด้วยการเป็นผู้ประกอบการขนส่งและมีความสัมพันธ์กับพ่อค้าคนจีนในชุมชนเมือง ต่อมามีการเปลี่ยนจากเก็บค่าเช่าเป็นผลผลิตมาเป็นเงิน ชาวนาฐานะยากจนต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต และประสบกับภาวะขาดทุน ทำให้เกิดภาวะหนี้สินนอกระบบพร้อมกับการขยายตัวของระบบบริโภคนิยมเข้าสู่ชุมชน หลังจากชาวนาได้เข้าสู่วงจรหนี้สิน ก็ถูกระบบการจัดการเงินกู้ภายใต้ระบบการผลิตและการตลาดเชิงพาณิชย์ ที่มีเงื่อนไขที่ทำให้ชาวนาขาดทุนโดยสัมพัทธ์อยู่เสมอ เนื่องจากข้อจำกัดในการไม่สามารถเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน ทุนและระบบการตลาดได้ สอดคล้องกับ สันติ ธรรมประชา ที่ให้ความเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นชาวนาชาวไร่ นับว่าเป็นกลุ่มคนที่เสียเปรียบ ในระบบกลไกตลาดมากที่สุดความเสียเปรียบนั้นมีตั้งแต่ด้านขาดความรู้ ขาดข้อมูลข่าวสาร ไม่มีความรู้เท่าทันกลไกตลาดและขาดอำนาจต่อรอง ในขณะที่ พ่อค้า นายทุน นายเงิน มีความรู้มากกว่า มีข้อมูลข่าวสารมากกว่า เป็นผู้ที่อยู่กับกลไกตลาด ใช้กลไกตลาดและบางทีก็สามารถบิดเบือนกลไกตลาดได้ด้วยอำนาจการผูกขาด ด้วยอำนาจของการรวมตัว
ส่วนสมพันธ์ เตชะอธิก กล่าวสาเหตุของหนี้สินเกษตรกรมาจากหลายปัจจัย เป็นต้นว่า ปัจจัยแรก มาจากนโยบาย/โครงการของรัฐบาล ที่ส่งเสริมอาชีพและการเป็นหนี้ เช่น สนับสนุนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีคุณภาพไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ส่งเสริมการกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) ส่งเสริมการเกษตรแบบพันธสัญญาของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลักภาระให้เกษตรกรและผู้บริโภค ปัจจัยที่สอง มาจากภัยธรรมชาติ ปัจจัยที่สาม จากต้นทุนปัจจัยการผลิตมีราคาแพงขึ้น ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าจ้าง แรงงาน ค่ารถไถ ฯลฯ แต่ราคาผลผลิตขึ้นกับกลไกตลาดโดยพ่อค้า แม้แต่การประกันราคาโดยรัฐบาลยังเป็นประโยชน์แก่นายทุนโดยไม่ตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง ปัจจัยที่สี่ มาจากค่าใช้จ่ายในครอบครัวและการบริโภคนิยมของเกษตรกรเอง 3 ประกอบกับค่านิยมว่าการเป็นหนี้ คือ การมีเครดิตดี
ในปีพ.ศ. 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีแนวนโยบายประชานิยมต้องการหาเสียงและมองเห็นปัญหานี้ จึงริเริ่มนโยบายพักชำระหนี้สินให้แก่เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี โดยคาดหวังว่า เกษตรกรจะนำเงินที่ไม่ต้องใช้คืน ธ.ก.ส. ใน 3 ปีนี้ ไปทำการผลิตและสร้างรายได้สะสมทุนไว้ตั้งตัวได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้สินอีกในอนาคต แต่เงื่อนไขสำคัญของ ธ.ก.ส. ก็คือ หนี้ที่พักชำระนั้นจะต้องเป็นหนี้ที่กู้จาก ธ.ก.ส. ในวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาท และในระยะเวลา 3 ปีระหว่างที่เข้าโครงการพักชำระหนี้จะไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่มได้อีก เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ชาวนาที่กู้เงินเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนบาทไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ อ.พฤกษ์ เถาถวิล จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า โครงการพักหนี้เกษตรกรล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแม้ตัวเลขในระบบจะลดลง แต่หนี้สินเกษตรกรกลับเพิ่มขึ้น แม้ได้รับการพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี แต่ 3 ปีนั้น ไม่ได้สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่มีเงินไปชำระหนี้ สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ เพื่อนำไปชำระหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ไม่ได้เป็นการลดหนี้ที่มีอยู่ แต่เป็นการเลื่อนเวลาในการชำระหนี้ออกไป 4 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลดหนี้ได้ ตามที่รัฐบาลประกาศไว้
จะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักของปัญหาหนี้สินไม่ได้อยู่ที่ระบบสินเชื่อ หรือปัญหาในครัวเรือนชาวนาแต่มาจากระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่ชาวนายากจนไม่สามารถเข้าถึงและควบคุมปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน เงินทุน และที่สำคัญคือการตลาดได้ แนวทางในการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ชาวนาหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้ จะต้องแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์ทางสังคมการผลิตภายใต้วิถีการผลิตแบบทุนนิยม โดยการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับองค์กรชาวนาในการเข้าถึง และควบคุมปัจจัยการผลิตและการตลาด โดยสามารถกระทำได้สองระดับ คือ ระดับสถาบัน คือ การกำหนดองค์กรทางสังคมที่เป็นของชาวนาในการต่อรองกับองค์กรทุนและรัฐเดิม เพื่อเพิ่มอำนาจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร และการควบคุมปัจจัยการผลิต และรูปแบบการหมุนเวียนและการตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และรัฐโดยในทางรูปธรรมคือสนับสนุนให้สภาเกษตรเกิดผลในทางกฎหมาย และแนวปฏิบัติให้มีความเข้มแข็ง ในการควบคุมปัจจัยการผลิต และมีอำนาจต่อรองในด้านราคาผลผลิตในระบบตลาดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม ควบคุมราคาสินค้าบริโภคและต่อรองเพื่อเพิ่มสวัสดิการของรัฐให้ทั่วถึง และระดับบุคคล คือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่พึ่งปัจจัยทุน ปัจจัยการผลิต และระบบตลาดให้น้อยลง เช่น แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการระดมทุนในรูปกองทุนชุมชน โดยสังคมจะต้องให้การสนับสนุนการดำเนินงานองค์กรของชาวนาอย่างจริงจัง
9.08.2551
หนี้สินชาวนาและการพักชำระหนี้
สหกรณ์การเกษตรกับการพัฒนาชนบทไทย

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีสภาพปัญหาที่เป็นปัญหาภายใต้ระบบกลไกตลาดซึ่งเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนได้แก่ การขาดแคลนเงินทุน เงินทุนที่ใช้ในการประกอบอาชีพไม่เพียงพอ ต้องกู้ยืมจากพ่อค้า หรือนายทุน ทำให้เสียดอกเบี้ยแพง การขาดแคลนที่ดินทำกิน เกษตรกรบางรายมีที่ดินทำกินน้อย บางรายไม่มีที่ดินเป็นของตนเองต้องเช่าที่ดินผู้อื่นทำกิน โดยเสียค่าเช่าแพง และถูกเอารัดเอาเปรียบจากการเช่า ปัญหาในเรื่องการผลิต เกษตรกรขาดความรู้เกี่ยวกับการผลิตสมัยใหม่ที่ถูกต้อง ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาด ขาดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบชลประทาน การคมนาคมขนส่ง ไม่มีที่เก็บรักษาผลผลิต เป็นต้น ปัญหาการตลาด ความจำเป็นต้องจำหน่ายผลผลิตตามฤดูกาล ผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องการชั่ง ตวง วัด และปัญหาสังคม จากปัญหาทางเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อชุมชนในสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตและฐานะความเป็นอยู่ต่ำกว่าคนประกอบอาชีพอื่น ขาดการศึกษา การอนามัย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
แปลงสินทรัพย์เป็นทุน
แปลงสินทรัพย์เป็นทุน คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอันจะเป็นการสร้างโอกาสแก่ประชาชนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวมาแปลงเป็นทุน เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการสร้างงานสร้างรายได้ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการใหม่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักในการสร้างความมั่งคงตามเศรษฐกิจของประเทศ ความหมายตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน(องค์กรมหาชน) พ.ศ. 2546
นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน มีที่มาแนวคิดจากนายเฮอร์ นานโด เดอร์โซโต ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศเปรู ซึ่งเขามองว่าเงินทุนจากต่างประเทศที่มาสู่ประเทศของเขา เมื่อรวมกันแล้วน้อยกว่าหลายสิบเท่าของสินทรัพย์คนจนที่มีอยู่ในประเทศ แต่ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันได้ ขณะที่ประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่า สินทรัพย์ของคนจน และสินทรัพย์ของนักธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ที่ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ก็มีอยู่มากเช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจด้วยการนำทรัพย์สินของภาครัฐและเอกชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะคนจน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ก่อให้เกิดกระบวนการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งผลให้มีการพัฒนาที่ยังยืน
แนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนมีหลักการพื้นฐาน คือ เอกสารสิทธิแบบมีเงื่อนไขและสามารถกำกับดูแลการโอนสิทธิได้ โดยมีแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติในสินทรัพย์ 5 ประเภท คือ
1. ที่ดินและทรัพย์สินติดกับที่ดิน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้บริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลัก โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องดังนี้ สปก. กรมที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
2. ทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
3. เครื่องจักร โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
4. หนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินสาธารณะ โดยกรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
5. สัญญาเช่า เช่าซื้อ โดย กรมธนารักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และการเคหะแห่งชาติ
โดยที่มีธนาคารของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ธนาคารออมสิน เป็นหลักในการกระจายสินเชื่อ ซึ่งมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำศูนย์ข้อมูลกลาง
ตัวอย่าง สัญญาเช่าที่ดินของรัฐถ้าเพื่อการเกษตร นำไปเข้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ถ้าเช่าที่ดินของรัฐเพื่ออยู่อาศัย ต้องนำไปเข้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ และถ้าเช่าที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจ ต้องนำไปเข้าธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME BANK) เป็นต้น
กรอบนโยบาย ทิศทาง และแนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน
- เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาต
- มีการประเมินสินทรัพย์ที่ถูกต้องและเป็นธรรม
มีระบบระงับข้อพิพาทนอกศาล (Clearing House) - ให้มีฐานข้อมูลกลาง
- มีข้อตกลงกับสถาบันการเงิน
การแก้ไขระเบียบและกฎหมาย - การจัดทำแผ่นปฏิบัติการ
- ให้มีการศึกษานโยบายระยะยาว
- ขั้นตอนการร่วมโครงการ มีดังนี้ ผู้ประกอบการยื่นคำขอ พร้อมหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน สถาบันการเงินพิจารณาคำขอ โครงการ และประเมินราคา สถาบันการเงินอนุมัติและทำสัญญาหลักประกัน แจ้งบันทึกข้อมูล และเบิกเงินกู้
- กรณีลูกหนี้ผิดสัญญา สถาบันการเงินออกหนังสือเตือนลูกหนี้ หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม ดำเนินการดังนี้ สถาบันการเงินเจรจากับลูกหนี้ โดยระบบระงับข้อพิพาทนอกศาล หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าสู่กระบวนการศาลต่อไป
ในมุมมองของเกษียร เตชะพีระได้มองนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนว่า นับเป็นการผลักไสที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติของรัฐของหลวงที่เหลือก้อนสุดท้ามอยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ยิ่งกลายเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนซื้อขายได้ในตลาดทุนนิยมถลำลึกเข้าไปอีก (further privatization & commodification of public properties) โดยผลักมันผ่านมือคนจนรากหญ้า ที่ดินสาธารณะถูกนำมาแจกให้แก่คนจนจริงๆ แต่แจกให้ในระบบตลาด (market-led land reform) โดยรับเป็นปัจเจกบุคคลไม่ใช่ชุมชนสหกรณ์ รับเป็นกรรมสิทธิ์ที่นำไปวางค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันเงินพาณิชย์ภาคเอกชน ทำให้เข้าถึงทุนได้ เสี่ยงได้ ถ้าสำเร็จก็รวยได้ ถ้าล้มเหลวก็ล้มละลายได้ กรรมสิทธิ์ที่ดินจากการปฏิรูปนั้นก็อาจหลุดมือได้ อาจสรุปได้ เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า
“การเอาที่ดินจากรัฐจากหลวงมาให้คนจนในตลาดซึ่งคนจนอาจสูญเสียที่ดินไปให้คนรวยในท้ายที่สุด”
(Take it from the public & give it to the poor in the market who may lose it to the rich in the end)
ผลลัพธ์รวมของนโยบายนี้ เป็นแกนหลักของแนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ สอดคล้องลงตัวกับตรรกะเป้าหมายของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม นั่นคือ ทำทุกอย่างให้เป็นสินค้า และทำให้ชาวนาไม่เป็นชาวนา หลุดพ้นจาพันธะชุมชนที่ปกป้อง กลายเป็นปัจเจกที่ต้องลงสนามแข่งขันกับผู้ที่เข็มแข็ง จะประสบความสำเร็จน้อยราย ส่วนใหญ่พ่ายแพ้ กลายสภาพเป็นแรงงานรับจ้างหรือ กรรมาชีพในที่สุด (proletarianization)ซึ่งเสริมโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า ในกรณี การแปรที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นทุนในที่สุดก็จะทำให้ที่ดินนั้นหลุดจากมือของเกษตรกรรายย่อย แม้จะมีข้อบังคับว่าผู้ที่จะรับที่ดินโอนจากสถาบันการเงินนั้นต้องเป็นเกษตรกร แต่ก็มีคำถามว่า ซีพี เป็นเกษตรกรหรือไม่ ในที่สุดเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่และเป็นเป้าหมายของโครงการนี้ก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว
สรุป นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนนี้ ถือเป็นการดำเนินนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตามแบบตะวันตกที่เป็นทุนนิยมโดยแท้ ซึ่งถูกครองงำโดยวาทกรรมการพัฒนาซึ่งเป็นแนวคิดการครอบงำของโลกตะวันตก ซึ่งส่งผลกระทบที่มีปัญหาต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย เป็นต้น เห็นได้จากผลลัพธ์ของนโยบายนี้
การปฏิรูปที่ดิน

พัฒนาการด้านการจัดสรรที่ดินในสังคมไทยสามารถจำแนกได้เป็น 4 ช่วงยุคหลักๆ ตามเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบอบการเมืองการปกครองในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ. 2475 เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย การจัดการที่ดินทั้งปวงจะเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะจัดสรรผ่านไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนโดยส่วนใหญ่ยังสามารถถือครอง ทำประโยชน์ที่ดินได้โดยอิสระ ทั้งนี้ วิถีการผลิตของสังคมในช่วงนี้จะเป็นไปเพื่อการยังชีพเป็นด้านหลัก ปัจจัยทุนนิยมยังไม่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางมากนัก ยังคงกระจุกตัวอยู่ในขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะตามเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และที่ราบภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมุ่งเน้นทำการผลิตเพื่อการค้า และการแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าชาวจีน และยุโรป
2. ช่วงปี พ.ศ. 2475 – 2500 หลังการปฏิวัติสังคมจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจจากกษัตริย์มาสู่คณะราษฎร และเผด็จการทหาร ในช่วงดังกล่าวนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ ( สมุดปกเหลือง ) ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับที่ดิน โดยเสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดินมาจากเอกชน แล้วให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการ ชาวนาชาวไร่ที่สมัครใจทำการเกษตรสามารถทำได้ โดยอยู่ในฐานะข้าราชการรับเงินเดือนจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยกล่าวหาว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้เค้าโครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของผู้เสนอได้


