แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาชนบทกับชาวนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาชนบทกับชาวนา แสดงบทความทั้งหมด

9.08.2551

หนี้สินชาวนาและการพักชำระหนี้

พิชญ์นรี สันตีระชัยวัฒนา

ทางออกของหนี้สิน คือการพักชำระหนี้จริงหรือ???


ปัญหาหนี้สินชาวนาไทย ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะ เรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในขณะที่องค์ความรู้ทางวิชาการยังศึกษาแบบแยกส่วน ขาดการวิเคราะห์แบบมีพลวัตทำให้ไม่เห็นรากเหง้าของปัญหา ที่ผ่านมาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้
งานศึกษาวิจัยของสุเทพ แสนมงคล ได้ศึกษาปรากฏการณ์ในชุมชนบ้านดง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสถานการณ์ปัญหาหนี้สินรุนแรง1 จากการศึกษาทำให้ค้นพบประเด็นที่สำคัญ คือ
การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตแบบยังชีพ สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้ระบบทุนนิยม โดยรูปแบบระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ที่ชาวนารวยเป็นผู้อุปถัมภ์ ใช้แรงงานของชาวนาจนเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน โดยชาวนารวยเป็นผู้เข้าถึงการตลาด ด้วยการเป็นผู้ประกอบการขนส่งและมีความสัมพันธ์กับพ่อค้าคนจีนในชุมชนเมือง ต่อมามีการเปลี่ยนจากเก็บค่าเช่าเป็นผลผลิตมาเป็นเงิน ชาวนาฐานะยากจนต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต และประสบกับภาวะขาดทุน ทำให้เกิดภาวะหนี้สินนอกระบบพร้อมกับการขยายตัวของระบบบริโภคนิยมเข้าสู่ชุมชน หลังจากชาวนาได้เข้าสู่วงจรหนี้สิน ก็ถูกระบบการจัดการเงินกู้ภายใต้ระบบการผลิตและการตลาดเชิงพาณิชย์ ที่มีเงื่อนไขที่ทำให้ชาวนาขาดทุนโดยสัมพัทธ์อยู่เสมอ เนื่องจากข้อจำกัดในการไม่สามารถเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน ทุนและระบบการตลาดได้ สอดคล้องกับ สันติ ธรรมประชา ที่ให้ความเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นชาวนาชาวไร่ นับว่าเป็นกลุ่มคนที่เสียเปรียบ ในระบบกลไกตลาดมากที่สุดความเสียเปรียบนั้นมีตั้งแต่ด้านขาดความรู้ ขาดข้อมูลข่าวสาร ไม่มีความรู้เท่าทันกลไกตลาดและขาดอำนาจต่อรอง ในขณะที่ พ่อค้า นายทุน นายเงิน มีความรู้มากกว่า มีข้อมูลข่าวสารมากกว่า เป็นผู้ที่อยู่กับกลไกตลาด ใช้กลไกตลาดและบางทีก็สามารถบิดเบือนกลไกตลาดได้ด้วยอำนาจการผูกขาด ด้วยอำนาจของการรวมตัว
ส่วนสมพันธ์ เตชะอธิก กล่าวสาเหตุของหนี้สินเกษตรกรมาจากหลายปัจจัย เป็นต้นว่า ปัจจัยแรก มาจากนโยบาย/โครงการของรัฐบาล ที่ส่งเสริมอาชีพและการเป็นหนี้ เช่น สนับสนุนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ไม่มีคุณภาพไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ ส่งเสริมการกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) ส่งเสริมการเกษตรแบบพันธสัญญาของบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลักภาระให้เกษตรกรและผู้บริโภค ปัจจัยที่สอง มาจากภัยธรรมชาติ ปัจจัยที่สาม จากต้นทุนปัจจัยการผลิตมีราคาแพงขึ้น ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าจ้าง แรงงาน ค่ารถไถ ฯลฯ แต่ราคาผลผลิตขึ้นกับกลไกตลาดโดยพ่อค้า แม้แต่การประกันราคาโดยรัฐบาลยังเป็นประโยชน์แก่นายทุนโดยไม่ตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง ปัจจัยที่สี่ มาจากค่าใช้จ่ายในครอบครัวและการบริโภคนิยมของเกษตรกรเอง 3 ประกอบกับค่านิยมว่าการเป็นหนี้ คือ การมีเครดิตดี
ในปีพ.ศ. 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีแนวนโยบายประชานิยมต้องการหาเสียงและมองเห็นปัญหานี้ จึงริเริ่มนโยบายพักชำระหนี้สินให้แก่เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี โดยคาดหวังว่า เกษตรกรจะนำเงินที่ไม่ต้องใช้คืน ธ.ก.ส. ใน 3 ปีนี้ ไปทำการผลิตและสร้างรายได้สะสมทุนไว้ตั้งตัวได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้สินอีกในอนาคต แต่เงื่อนไขสำคัญของ ธ.ก.ส. ก็คือ หนี้ที่พักชำระนั้นจะต้องเป็นหนี้ที่กู้จาก ธ.ก.ส. ในวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาท และในระยะเวลา 3 ปีระหว่างที่เข้าโครงการพักชำระหนี้จะไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่มได้อีก เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ชาวนาที่กู้เงินเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนบาทไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ อ.พฤกษ์ เถาถวิล จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า โครงการพักหนี้เกษตรกรล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแม้ตัวเลขในระบบจะลดลง แต่หนี้สินเกษตรกรกลับเพิ่มขึ้น แม้ได้รับการพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี แต่ 3 ปีนั้น ไม่ได้สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่มีเงินไปชำระหนี้ สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ เพื่อนำไปชำระหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ไม่ได้เป็นการลดหนี้ที่มีอยู่ แต่เป็นการเลื่อนเวลาในการชำระหนี้ออกไป 4 ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลดหนี้ได้ ตามที่รัฐบาลประกาศไว้
จะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักของปัญหาหนี้สินไม่ได้อยู่ที่ระบบสินเชื่อ หรือปัญหาในครัวเรือนชาวนาแต่มาจากระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่ชาวนายากจนไม่สามารถเข้าถึงและควบคุมปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดิน เงินทุน และที่สำคัญคือการตลาดได้ แนวทางในการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ชาวนาหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้ จะต้องแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์ทางสังคมการผลิตภายใต้วิถีการผลิตแบบทุนนิยม โดยการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับองค์กรชาวนาในการเข้าถึง และควบคุมปัจจัยการผลิตและการตลาด โดยสามารถกระทำได้สองระดับ คือ ระดับสถาบัน คือ การกำหนดองค์กรทางสังคมที่เป็นของชาวนาในการต่อรองกับองค์กรทุนและรัฐเดิม เพื่อเพิ่มอำนาจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร และการควบคุมปัจจัยการผลิต และรูปแบบการหมุนเวียนและการตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และรัฐโดยในทางรูปธรรมคือสนับสนุนให้สภาเกษตรเกิดผลในทางกฎหมาย และแนวปฏิบัติให้มีความเข้มแข็ง ในการควบคุมปัจจัยการผลิต และมีอำนาจต่อรองในด้านราคาผลผลิตในระบบตลาดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม ควบคุมราคาสินค้าบริโภคและต่อรองเพื่อเพิ่มสวัสดิการของรัฐให้ทั่วถึง และระดับบุคคล คือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่พึ่งปัจจัยทุน ปัจจัยการผลิต และระบบตลาดให้น้อยลง เช่น แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการระดมทุนในรูปกองทุนชุมชน โดยสังคมจะต้องให้การสนับสนุนการดำเนินงานองค์กรของชาวนาอย่างจริงจัง

สหกรณ์การเกษตรกับการพัฒนาชนบทไทย


นายดลภัทร์ โตนาม


แนวคิดเรื่องสหกรณ์ในประเทศตะวันตกนั้นมีมูลเหตุมาจากความยากจนหรือความอัตคัดขัดสน อันมีผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์เครื่องจักรและเครื่องมือสำหรับใช้แทนแรงงานคนในการผลิตสินค้าและบริการ ส่งผลให้นายจ้างต้องการลงทุนเพื่อหากำไรให้ได้มากๆ ซึ่งในการผลิตสินค้าหรือบริการให้มีต้นทุนต่ำ นายจ้างจึงต้องลดอัตราค่าจ้างให้ต่ำลง ส่งผลให้ลูกจ้างมีรายได้ไม่พอแก่การครองชีพ ความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงมีนักคิดหลายท่านที่พยายามคิดค้นวิธีการแก้ไขปัญหา นักคิดที่สำคัญคนหนึ่งคือ โรเบอร์ต โอเวน โดยโอเวนได้แนะนำให้คนงานเหล่านั้นไปรวมตัวกันอยู่ในรูปชมรมชนิดหนึ่งซึ่งโอเวนเรียกว่า “ชมรมสหกรณ์”

สำหรับความคิดเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ พ.ศ. 2457 ซึ่งมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจาก การที่ประเทศไทยได้เริ่มมีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้นประกอบกับการทำสนธิสัญญาการค้าต่าง ๆ ที่นำประเทศไทยเข้าสู่ระบบทุนนิยม ส่งผลต่อภาคการผลิตในชนบทโดยเฉพาะภาคการเกษตรที่จะต้องขยายการผลิตเพื่อรองรับการส่งออก ระบบเศรษฐกิจชนบทจึงเปลี่ยนจากระบบเลี้ยงตนเองมาเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการเงินทุนในการขยายการผลิต ทำให้การกู้ยืมเงินทุนจากนายทุนท้องถิ่นที่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง นอกจากนี้เกษตรกรยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางในการขายผลผลิต เกษตรกรจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา

จากสภาพปัญหาความยากจนและหนี้สินดังกล่าว ทำให้ทางราชการพยายามหาทางแก้ไข ดังนั้นต่อมารัฐบาลได้เชิญ เซอร์เบอร์นาร์ดฮันเตอร์ (Sir Benard Hunter) หัวหน้าธนาคารแห่งมัดราส ประเทศอินเดีย เข้ามาสำรวจหาลู่ทางช่วยเหลือเกษตรกรและได้เสนอว่าควรตั้ง “ธนาคารให้กู้ยืมแห่งชาติ” ดำเนินการให้กู้ยืมแก่ราษฎรโดยมีที่ดินและหลักทรัพย์อื่นเป็นประกัน เพื่อมิให้เกษตรกรที่กู้ยืมเงินหลบหนีหนี้สิน พร้อมทั้งแนะนำให้จัดตั้งสมาคมเรียกว่า “โคออเปอร์เรทีพ โซไซตี้” (Cooperative Society) เพื่อควบคุมการกู้เงิน และการเรียกเก็บเงินกู้ โดยใช้หลักการร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งคำนี้ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ได้ทรงบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า “สมาคมสหกรณ์” และได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทยขึ้น ณ ท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกชื่อว่า “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้”

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีสภาพปัญหาที่เป็นปัญหาภายใต้ระบบกลไกตลาดซึ่งเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนได้แก่ การขาดแคลนเงินทุน เงินทุนที่ใช้ในการประกอบอาชีพไม่เพียงพอ ต้องกู้ยืมจากพ่อค้า หรือนายทุน ทำให้เสียดอกเบี้ยแพง การขาดแคลนที่ดินทำกิน เกษตรกรบางรายมีที่ดินทำกินน้อย บางรายไม่มีที่ดินเป็นของตนเองต้องเช่าที่ดินผู้อื่นทำกิน โดยเสียค่าเช่าแพง และถูกเอารัดเอาเปรียบจากการเช่า ปัญหาในเรื่องการผลิต เกษตรกรขาดความรู้เกี่ยวกับการผลิตสมัยใหม่ที่ถูกต้อง ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาด ขาดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบชลประทาน การคมนาคมขนส่ง ไม่มีที่เก็บรักษาผลผลิต เป็นต้น ปัญหาการตลาด ความจำเป็นต้องจำหน่ายผลผลิตตามฤดูกาล ผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องการชั่ง ตวง วัด และปัญหาสังคม จากปัญหาทางเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อชุมชนในสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตและฐานะความเป็นอยู่ต่ำกว่าคนประกอบอาชีพอื่น ขาดการศึกษา การอนามัย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

การจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกผู้มีอาชีพทางการเกษตรดำเนินกิการร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของสมาชิกและช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดีขึ้นซึ่งปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศไทยมีทั้งสิ้น 3,885 แห่ง ประกอบด้วยสมาชิกผู้มีอาชีทางการเกษตรจำนวน 5,995,263 คน โดยดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ และสิ่งของที่จำเป็นมาจำหน่ายแก่สมาชิก โดยสหกรณ์จะทำการสำรวจความต้องการของสมาชิกก่อน แล้วจึงจะจัดหามาจำหน่าย เพราะการรวมกันซื้อในปริมาณมากจะทำให้ซื้อได้ในราคาที่ถูกลง และเมื่อถึงสิ้นปีหากสหกรณ์มีกำไร ก็จะนำเงินนี้มาเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิก นอกจากนี้สหกรณ์การเกษตรยังจัดหาตลาดจำหน่ายผลิตผล และผลิตภัณฑ์ของสมาชิก โดยการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาจัดจำหน่าย ทำให้ไม่ถูกกดราคาในการรับซื้อผลผลิต และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการชั่ง ตวง วัด ยิ่งไปกว่านั้นสหกรณ์การเกษตรยังสามารถจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ เนื่องจากการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับสถาบันการเงิน หน่วยงานของรัฐและบุคคลทั่วไปได้ ทำให้สมาชิกมีเงินกู้เพื่อนำไปลงทุนเพื่อการเกษตร รวมทั้งสหกรณ์การเกษตรยังรับฝากเงิน เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก และเป็นการระดมเงินทุนในสหกรณ์โดยสหกรณ์จะจ่ายดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกอีกด้วย นอกจากนี้สหกรณ์การเกษตรยังอาจจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ทางการเกษตรคอยให้ความรู้ คำแนะนำแก่สมาชิก ตลอดจนวางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพตรงความต้องการของตลาด และส่งเสริมความรู้ทางเกษตรแผนใหม่

จากการกู้เงินสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาประกอบอาชีพ ทำให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองหรือมีที่ดินทำกินมากกว่าเดิม ทั้งยังได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการผลิต ตั้งแต่การใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การใช้ปุ๋ย การใช้ยาปราบศัตรูพืช การเก็บรักษาผลผลิตอย่างมีคุณภาพ ผลิตผลที่ได้จึงเป็นไปตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์และบุคคลในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ดังนั้นสหกรณ์การเกษตรจึงช่วยให้เกษตรกรที่มีอยู่ในชุมชน หรือสังคมนั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สังคมมีความสงบสุขบุตรหลานสมาชิกได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีสุขภาพอนามัยที่ดีเนื่องจากเกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการดำเนินการของสหกรณ์การเกษตรในประเทศไทยยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคงพอที่จะมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เหมือนอย่างกิจการสหกรณ์ของประเทศอื่นๆ เนื่องจากสหกรณ์ของประเทศไทยที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2459 เป็นต้นมานั้น เป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยรัฐ และควบคุมโดยรัฐอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีการเรียกหุ้นจากสมาชิก และน่าจะเป็นของสมาชิกและดำเนินการโดยสมาชิกอย่างอิสระ แต่กฎหมายทุกฉบับที่ออกมาใช้ก็ได้พยายามบิดเบือนหลักการให้อิสระและเสรีภาพของการดำเนินงานของสหกรณ์มาตลอด โดยมีเหตุผลว่าเกษตรกรยังโง่ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ ข้ออ้างดังกล่าวทำให้สหกรณ์การเกษตรไม่สามารถพัฒนาไปได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกษตรกรผู้ที่เป็นสมาชิกรู้สึกว่าสหกรณ์การเกษตรนั้นเป็นเรื่องของทางราชการไม่ใช่เรื่องของตน ตนเองเป็นเพียงผู้มีหน้าที่ไปกู้ยืมเงินเขาเท่านั้น ทำให้ไม่กระตือรือร้นที่จะพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตนเองในงานสหกรณ์ นอกจากนี้การที่สหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยความสะดวกในการรวบรวมสินค้า และกระจายเงินทุน ทำให้สหกรณ์การเกษตรไม่ใช่หน่วยเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ โดยทั่วไปสหกรณ์การเกษตรเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ยาก หรือสามารถจัดหาอุปกรณ์ทางเกษตร และขายผลิตผลได้ในราคาที่เหมาะสมได้ยาก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เกษตรกรหรือสมาชิกสหกรณ์จะมีแนวโน้มให้ความสนใจกับผลประโยชน์ของตนเองที่ได้รับจากสหกรณ์มากกว่าที่จะสนใจว่าสหกรณ์ในฐานะองค์กรควรจะได้รับการพัฒนาให้มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินได้อย่างไร นอกจากนั้นสหกรณ์ยังอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่ได้กดดันจากการแข่งขัน ไม่มีมาตรฐานเพื่อเป็นการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างสหกรณ์ เป็นผลให้สหกรณ์มีต้นทุนการดำเนินงานมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์ภาคการเกษตรเองไม่ได้มองว่าตนเองว่าเป็นองค์กรที่ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดี ดังนั้นการที่ขบวนการสหกรณ์การเกษตรจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลการดำเนินงาน การพิจารณาถึงจำนวนสมาชิกหรือปริมาณธุรกิจ ตัวอย่างการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรที่ประสบความสำเร็จ คือสหกรณ์การเกษตรของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเกษตรกรชาวดัตซ์ได้จัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของตน โดยสหกรณ์การเกษตรจะจัดหาสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรเกษตร และน้ำมันมาจำหน่ายแก่สมาชิกเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้สหกรณ์ยังขายผลิตผลเกษตร เช่น ผักสด ดอกไม้ ผลไม้ ซึ่งเป็นประเภทเสียเร็วแก่พ่อค้าคนกลาง โดยสหกรณ์จะทำหน้าที่ต่อรองกับพ่อค้าซึ่งทำให้สมาชิกได้รายได้สูงกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นสหกรณ์การเกษตรของชาวดัตซ์ยังสามารถแปรสภาพวัตถุดิบเกษตรให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปก่อนขายไปในท้องตลาดได้อีกด้วย

จากตัวอย่างสหกรณ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์จะเห็นข้อแตกต่างกับสหกรณ์ในประเทศไทยในประเด็นเรื่องการจัดตั้ง กล่าวคือในประเทศเนเธอร์แลนด์ การจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรเป็นความต้องการของเกษตรกรเอง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ขณะที่การจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรของไทยนั้นเป็นสิ่งที่รัฐเป็นผู้ที่เข้าไปแก้ปัญหา มิได้เกิดจากจิตสำนึกร่วมกันเพื่อต่อสู้ของเกษตรกรอย่างแท้จริง เกษตรกรจึงมิได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสหกรณ์ดังที่กล่าวไปแล้ว การต่อสู้เรียกร้องสิทธิของเกษตรกรจึงเป็นการเคลื่อนไหว รวมตัวกันอย่างเฉพาะกิจ ในการต่อสู้กับประเด็นต่างๆ เป็นกรณีๆ มิได้มีการต่อสู้เรียกร้องผ่านการร่วมกลุ่มในรูปแบบของสหกรณ์ ฉะนั้นเพื่อที่จะได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร การดำเนินการจัดตั้งควรเป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่สนใจ ไม่ใช่ตั้งขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอยากตั้ง ไม่ควรเอางานสหกรณ์ไปยัดเยียดให้ประชาชนที่ยังไม่พร้อม แต่ควรส่งเสริมและช่วยเหลือผู้นำท้องถิ่นในการจัดตั้งกลุ่ม หรือสหกรณ์ของเขาขึ้นเองหากประชาชนส่วนใหญ่ไร้การศึกษา ท้องถิ่นขาดผู้นำ รัฐจึงควรต้องพยายามดำเนินงานสหกรณ์เสียเอง แต่ต้องเป็นระยะชั่วคราวเท่านั้น หน่วยงานของรัฐด้านสหกรณ์ควรทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำในฐานะพี่เลี้ยง ไม่ใช่ให้มีอำนาจระงับยับยั้งขบวนการสหกรณ์

แปลงสินทรัพย์เป็นทุน

นายภูริพงศ์ มงคลหัตถี

แปลงสินทรัพย์เป็นทุน คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอันจะเป็นการสร้างโอกาสแก่ประชาชนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวมาแปลงเป็นทุน เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการสร้างงานสร้างรายได้ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการใหม่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักในการสร้างความมั่งคงตามเศรษฐกิจของประเทศ ความหมายตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน(องค์กรมหาชน) พ.ศ. 2546

นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน มีที่มาแนวคิดจากนายเฮอร์ นานโด เดอร์โซโต ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศเปรู ซึ่งเขามองว่าเงินทุนจากต่างประเทศที่มาสู่ประเทศของเขา เมื่อรวมกันแล้วน้อยกว่าหลายสิบเท่าของสินทรัพย์คนจนที่มีอยู่ในประเทศ แต่ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันได้ ขณะที่ประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่า สินทรัพย์ของคนจน และสินทรัพย์ของนักธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ที่ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ ก็มีอยู่มากเช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจด้วยการนำทรัพย์สินของภาครัฐและเอกชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะคนจน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ก่อให้เกิดกระบวนการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งผลให้มีการพัฒนาที่ยังยืน

แนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนมีหลักการพื้นฐาน คือ เอกสารสิทธิแบบมีเงื่อนไขและสามารถกำกับดูแลการโอนสิทธิได้ โดยมีแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติในสินทรัพย์ 5 ประเภท คือ
1. ที่ดินและทรัพย์สินติดกับที่ดิน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้บริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลัก โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องดังนี้ สปก. กรมที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
2. ทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
3. เครื่องจักร โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
4. หนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินสาธารณะ โดยกรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
5. สัญญาเช่า เช่าซื้อ โดย กรมธนารักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และการเคหะแห่งชาติ
โดยที่มีธนาคารของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ธนาคารออมสิน เป็นหลักในการกระจายสินเชื่อ ซึ่งมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำศูนย์ข้อมูลกลาง
ตัวอย่าง สัญญาเช่าที่ดินของรัฐถ้าเพื่อการเกษตร นำไปเข้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ถ้าเช่าที่ดินของรัฐเพื่ออยู่อาศัย ต้องนำไปเข้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ และถ้าเช่าที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจ ต้องนำไปเข้าธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME BANK) เป็นต้น

กรอบนโยบาย ทิศทาง และแนวทางการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

  • เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาต

  • มีการประเมินสินทรัพย์ที่ถูกต้องและเป็นธรรม
    มีระบบระงับข้อพิพาทนอกศาล (Clearing House)

  • ให้มีฐานข้อมูลกลาง

  • มีข้อตกลงกับสถาบันการเงิน
    การแก้ไขระเบียบและกฎหมาย

  • การจัดทำแผ่นปฏิบัติการ

  • ให้มีการศึกษานโยบายระยะยาว

  • ขั้นตอนการร่วมโครงการ มีดังนี้ ผู้ประกอบการยื่นคำขอ พร้อมหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียน สถาบันการเงินพิจารณาคำขอ โครงการ และประเมินราคา สถาบันการเงินอนุมัติและทำสัญญาหลักประกัน แจ้งบันทึกข้อมูล และเบิกเงินกู้

  • กรณีลูกหนี้ผิดสัญญา สถาบันการเงินออกหนังสือเตือนลูกหนี้ หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม ดำเนินการดังนี้ สถาบันการเงินเจรจากับลูกหนี้ โดยระบบระงับข้อพิพาทนอกศาล หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าสู่กระบวนการศาลต่อไป

ในมุมมองของเกษียร เตชะพีระได้มองนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนว่า นับเป็นการผลักไสที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติของรัฐของหลวงที่เหลือก้อนสุดท้ามอยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ยิ่งกลายเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนซื้อขายได้ในตลาดทุนนิยมถลำลึกเข้าไปอีก (further privatization & commodification of public properties) โดยผลักมันผ่านมือคนจนรากหญ้า ที่ดินสาธารณะถูกนำมาแจกให้แก่คนจนจริงๆ แต่แจกให้ในระบบตลาด (market-led land reform) โดยรับเป็นปัจเจกบุคคลไม่ใช่ชุมชนสหกรณ์ รับเป็นกรรมสิทธิ์ที่นำไปวางค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันเงินพาณิชย์ภาคเอกชน ทำให้เข้าถึงทุนได้ เสี่ยงได้ ถ้าสำเร็จก็รวยได้ ถ้าล้มเหลวก็ล้มละลายได้ กรรมสิทธิ์ที่ดินจากการปฏิรูปนั้นก็อาจหลุดมือได้ อาจสรุปได้ เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า

“การเอาที่ดินจากรัฐจากหลวงมาให้คนจนในตลาดซึ่งคนจนอาจสูญเสียที่ดินไปให้คนรวยในท้ายที่สุด”

(Take it from the public & give it to the poor in the market who may lose it to the rich in the end)


ผลลัพธ์รวมของนโยบายนี้ เป็นแกนหลักของแนวทางการพัฒนาแบบประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ สอดคล้องลงตัวกับตรรกะเป้าหมายของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม นั่นคือ ทำทุกอย่างให้เป็นสินค้า และทำให้ชาวนาไม่เป็นชาวนา หลุดพ้นจาพันธะชุมชนที่ปกป้อง กลายเป็นปัจเจกที่ต้องลงสนามแข่งขันกับผู้ที่เข็มแข็ง จะประสบความสำเร็จน้อยราย ส่วนใหญ่พ่ายแพ้ กลายสภาพเป็นแรงงานรับจ้างหรือ กรรมาชีพในที่สุด (proletarianization)ซึ่งเสริมโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า ในกรณี การแปรที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นทุนในที่สุดก็จะทำให้ที่ดินนั้นหลุดจากมือของเกษตรกรรายย่อย แม้จะมีข้อบังคับว่าผู้ที่จะรับที่ดินโอนจากสถาบันการเงินนั้นต้องเป็นเกษตรกร แต่ก็มีคำถามว่า ซีพี เป็นเกษตรกรหรือไม่ ในที่สุดเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่และเป็นเป้าหมายของโครงการนี้ก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว

สรุป นโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนนี้ ถือเป็นการดำเนินนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตามแบบตะวันตกที่เป็นทุนนิยมโดยแท้ ซึ่งถูกครองงำโดยวาทกรรมการพัฒนาซึ่งเป็นแนวคิดการครอบงำของโลกตะวันตก ซึ่งส่งผลกระทบที่มีปัญหาต่อประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย เป็นต้น เห็นได้จากผลลัพธ์ของนโยบายนี้

การปฏิรูปที่ดิน


นาย ธวัชชัย เอื้อสุขเจริญชัย



เงื่อนไข ปัจจัยนำไปสู่มูลเหตุแห่งการปฏิรูปที่ดิน
พัฒนาการด้านการจัดสรรที่ดินในสังคมไทยสามารถจำแนกได้เป็น 4 ช่วงยุคหลักๆ ตามเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบอบการเมืองการปกครองในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ. 2475 เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย การจัดการที่ดินทั้งปวงจะเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะจัดสรรผ่านไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนโดยส่วนใหญ่ยังสามารถถือครอง ทำประโยชน์ที่ดินได้โดยอิสระ ทั้งนี้ วิถีการผลิตของสังคมในช่วงนี้จะเป็นไปเพื่อการยังชีพเป็นด้านหลัก ปัจจัยทุนนิยมยังไม่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางมากนัก ยังคงกระจุกตัวอยู่ในขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะตามเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และที่ราบภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมุ่งเน้นทำการผลิตเพื่อการค้า และการแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าชาวจีน และยุโรป

2. ช่วงปี พ.ศ. 2475 – 2500 หลังการปฏิวัติสังคมจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจจากกษัตริย์มาสู่คณะราษฎร และเผด็จการทหาร ในช่วงดังกล่าวนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ ( สมุดปกเหลือง ) ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับที่ดิน โดยเสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดินมาจากเอกชน แล้วให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการ ชาวนาชาวไร่ที่สมัครใจทำการเกษตรสามารถทำได้ โดยอยู่ในฐานะข้าราชการรับเงินเดือนจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยกล่าวหาว่าฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้เค้าโครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของผู้เสนอได้

3. ช่วงปี พ.ศ. 2500 – 2530 หลังการรัฐประหารปี พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 เมื่อปี พ.ศ. 2502 โดยการยกเลิกมาตรา 34 – 49 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด 3 ว่าด้วยการกำหนดสิทธิในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ไม่เกิน 50 ไร่ เพื่ออุตสาหกรรมไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อพาณิชยกรรมไม่เกิน 5ไร่ และเพื่อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 5 ไร่ โดยอนุญาตให้ปัจเจกบุคคลสามารถถือครองที่ดินโดยไม่จำกัดขนาด ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม การยกเลิกกฎหมายตามมาตราดังกล่าวข้างต้น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า มีเจตนาสนองความต้องการกลุ่มทุน และเจ้าที่ดินขนาดใหญ่ในขณะนั้น ไม่ให้สูญเสียผลประโยชน์จำนวนมหาศาลเป็นสำคัญ กระทั่งต่อมารัฐบาลได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก ในปี
พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการส่งเสริมการผลิตเพื่อส่งออก ผลจากการพัฒนาการผลิตแบบทุนนิยม ได้นำมาสู่การเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ กระทั่งเกิดการลุกขึ้นสู้ของชาวนาในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยการประกาศจัดตั้ง “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” เพื่อเรียกร้องต่อสู้ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เช่น ที่ดิน ราคาผลผลิต ผลกระทบจากโครงการรัฐ รวมทั้งการเรียกร้องให้มีการตรากฎหมายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในปี พ.ศ. 2518 โดยมีเป้าประสงค์ให้นำที่ดินของรัฐและที่ดินจัดซื้อหรือเวนคืนจากเอกชนที่มีอยู่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด มาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำมาหากินหรือมีแต่ไม่พอยังชีพในลักษณะของการเช่า หรือเช่าซื้อ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวกลับถูกบิดเบือน และลดทอนความสำคัญโดยหน่วยงานราชการในเวลาต่อมา
4. ช่วงปี พ.ศ. 2530 – ปัจจุบัน การพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดภายหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นพลเอกชาติชาย ชุนหะวัณ โดยรัฐบาลในสมัยนั้นได้ดำเนินนโยบายการส่งเสริมภาคเอกชนในด้านต่างๆ รวมทั้งให้สิทธิพิเศษด้านการค้า การลงทุนจำนวนมาก ตามคำขวัญ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ในช่วงดังกล่าวถือเป็นช่วง “สงครามแย่งชิงทรัพยากร” นั่นเองและรัฐยังดำเนินมาตรการที่เข้มงวดต่อประชาชนมากขึ้นเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน โดยยึดถือแนวคิด “การแยกคนออกจากป่า” เป็นแกนหลักในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ดินของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่มีเรื่องพิพาทกับรัฐ จะพบว่ากระบวนการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน ได้พัฒนาเข้าสู่การผลิตแบบทุนนิยม โดยปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาจากนายทุนภายนอกแทบทั้งสิ้น ทำให้เกษตรกรต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดิน อันเนื่องมาจากภาระหนี้สินเกินตัว ไม่มีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนสถาบันการเงินทั้งในและนอกระบบ
ทางออกและแนวทางการแก้ไขปัญหา

ประการแรก การปฏิรูปที่ดินต้องนำมาซึ่งการกระจายการถือครองที่ดิน ถ้าจะกล่าวให้ถึงที่สุดในประเทศไทยการปฏิรูปที่ดินเป็นเพียงนโยบายที่นำเอาพื้นที่ป่าที่อ้างว่าเสื่อมโทรมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกร แต่มิได้มีมาตรการที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ตัวเลขของพื้นที่ที่ถูกนำมาปฏิรูปตั้งแต่ พ.ศ.2518 ถึง 2542 ยืนยันถึงความข้อนี้เป็นอย่างดี จากพื้นที่ปฏิรูปที่ดินประมาณ 60 ล้านไร่ มีเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ได้มาจากการเวนคืนหรือการซื้อจากเอกชน ส่วนที่เหลือแทบเป็นที่ดินของรัฐซึ่งก็คือพื้นที่ป่า เมื่อการปฏิรูปที่ดินไม่นำมาซึ่งการกระจายการถือครองที่ดิน ภาพที่ขัดแย้งภายในสังคมของเราก็คือว่ามีบุคคลจำนวนหยิบมือถือครองที่ดินอันไพศาล แต่เกษตรจำนวนไพศาลถือครองที่ดินเพียงหยิบมือ เมื่อปราศจากมาตรการที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน เช่น การใช้ภาษีแบบก้าวหน้ากับเจ้าที่ดิน ความพยายามที่จะเข้าครอบครองที่ดินก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งโดยวิธีการที่ถูกและผิดกฎหมาย และก็ได้กลายเป็นแรงกดดันส่วนหนึ่งที่ทำให้ที่ดินหลุดไปจากมือของเกษตรกรรายย่อย

ประการที่สอง ต้องมีมาตรการเพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดิน แม้บุคคลที่ได้รับจัดสรรที่ดินจะเป็นเกษตรกรที่ยากจนก็ตาม แต่ตราบเท่าที่ไม่มีการสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดิน เช่นยังปล่อยให้มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร ที่ดินซึ่งได้รับมาก็ยากจะหลีกเลี่ยงต่อการตกเป็นส่วนหนึ่งของการค้าขายที่ดิน ถึงกฎหมายปฏิรูปที่ดินจะห้ามการซื้อขายหรือการโอนระหว่างบุคคลที่ไม่ได้เป็นทายาทตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่ได้กันทั่วไปก็คือเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากธุรกิจการค้าที่ดิน แม้จะอยู่ในพื้นที่ของการปฏิรูปแต่ที่ดินเหล่านี้ก็พร้อมจะบินไปอยู่ในมือของบุคคลอื่น ซึ่งอาจใช้อำนาจเงิน ทำให้กลายเป็นการครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมา

ประการที่สาม ควรจะต้องมีการทบทวนและแก้ไขปัจจัยที่เกิดขึ้นเหล่านี้ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนระบบทรัพย์สิน และไปมุ่งเน้นเรื่องการเปิดโอกาสคนจนให้เข้าถึงแหล่งที่ดินทำกินได้มากขึ้น โดยเฉพาะหากจะมีการออกเอกสารสิทธิ ก็ไม่ควรจำกัดเฉพาะบุคคล แต่ควรให้ในลักษณะชุมชนเพื่อให้เกิดการดูแลซึ่งกันและกัน หากทำได้ดังนี้ จะทำให้การพัฒนาของประเทศมีประสิทธิภาพ ไม่เช่นจะเกิดปัญหาซ้ำรอยอย่างที่เคยเกิดมาแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวของนโยบายป่าไม่ชุมชนที่พังยับเยิน ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะฉะนั้น ควรมีการทบทวนเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เอกชนครอบครองอยู่ ที่ไม่ควรให้สิทธิอย่างเด็ดขาดจนเกินไปแต่ให้คำนึงเรื่องการจัดสรรแก่ชุมชนเป็นหลัก